วัดไตรภูมิสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย จากหลัก
ฐานภายในวัดมีพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์สมัยสุโขทัย ประดิษฐานบน
ฐานชุกชี ภายในวิหาร (ปัจจุบันได้บูรณะใหม่ทั้งวิหารและหลวงพ่อ
สัมฤทธิ์) มีวัดโพธาราม (ร้าง) ซึ่งสร้างในสมัยเดียวกัน
อยู่ด้านทิศ
เหนือมีลำคลองกั้นกลาง
วัดไตรภูมิชาวบ้านสมัยก่อน เรียกว่า "วัดใต้" วัดโพธาราม เรียกว่า "วัดเหนือ" เมื่อชุมชนพรานกระต่ายเสื่อมลงราวปลายกรุงสุโขทัย วัดไตรภูมิจึงได้กลายเป็นวัดร้างไปด้วย เป็นระยะเวลาประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ปี เมื่อชุมชนพรานกระต่ายเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ราวต้น
กรุงรัตนโกสินทร์ประมาณ พ.ศ.๒๓๘๐ ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันบูรณะ
วัดไตรภูมิให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันวัดไตรภูมิตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ ๑๒ ตำบลถ้ำกระต่ายทอง อำเภอ
พรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ประวัติความเป็นมาของวัดไม่ปรากฏ
หลักฐานใดๆ ที่พอจะให้สืบค้นได้ จึงไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง,
สร้างขึ้นในสมัยใด มีแต่ทางสันนิษฐานประกอบกับคำบอกเล่าที่บอกสืบต่อ
กันมาเท่านั้น ว่าสร้างในสมัยนั้นสมัยนี้ ซึ่งก็พอเชื่อถือได้
บ้างไม่ได้บ้าง
เพราะการสันนิษฐานและคำบอกเล่านั้น อาจคลาดเคลื่อนโดยสิ้นเชิงก็ได้ แต่การสันนิษฐานที่มีหลักฐานเป็นองค์ประกอบ ย่อมน่าเชื่อถือกว่าคำบอกเล่าเป็นแน่นอน แต่ทั้ง
นี้มิใช่หมายความว่าคำบอกเล่าจะเชื่อไม่ได้เสียเลยทีเดียว คำบอกเล่าที่มีหลักฐาน
มีข้อเท็จจริง
ก็มีน้ำหนักให้เชื่อได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงสันนิษฐานกันว่าวัดไตรภูมิน่าจะสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย
เป็นราชธานี แต่จะเป็นปีใดนั้นไม่อาจจะประมาณได้ ที่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยนั้น ก็เพราะมี
หลักฐานปรากฏอยู่ คือวิหารที่อยู่ภายในวัดซึ่งตั้งคู่กับอุโบสถ อาคารวิหารนั้นสร้างขึ้นใหม่แน่
นอน เพราะมีหลังคามีปี พ.ศ. ที่สร้างปรากฏเป็นหลักฐาน
อยู่ว่าสร้างในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ส่วนภาย
ในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปโลหะประเภทเนื้อสัมฤทธิ์อยู่องค์หนึ่ง หน้าตักประมาณวาเศษ ประทับ
อยู่บนฐานชุกชีซึ่งก่อด้วยศิลาแลง ลักษณะเช่นเดียวกับแท่นพระพุทธรูปที่พบเห็นได้ทั่วไปใน
เมืองเก่ายุคสุโขทัย ทั้งที่เมืองสุโขทัย
และที่เมืองกำแพงเพชรเอง ลักษณะของพระพุทธรูปก็ดี ฐานชุกชีก็ดี ล้วนเป็นของเก่าแน่นอน เพราะฉนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่า วัดไตรภูมินี้เป็นวัดเก่าสมัย
สุโขทัย และมีทางสันนิษฐานได้ต่อไปว่า วัดไตรภูมินี้คงเป็นวัดร้างมาในสมัยหนึ่ง อาจจะตั้งแต่
ปลายสมัยกรุงสุโขทัยลงมาจนถึงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้ รวมระยะเวลาแล้วคงจะร้างมาไม่
น้อยกว่า ๓๐๐-๔๐๐ ปี ที่สันนิษฐานดังนี้ ด้วยมีเหตุผลหลายประการ คือ สมัยกรุงสุโขทัยนั้นนิยม
สร้างวัดกันมาก เมื่อสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง วัดต่างๆ ก็ค่อยๆ ร้างไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวัดใน
ตัวเมืองหลวงคือ สุโขทัยเอง หรือวัดต่างๆ ตามหัวเมือง รวมทั้งวัดที่อยู่บริเวณเดียวกับวัดไตรภูมิ
ด้วย เช่น วัดโพธาราม ซึ่งอยู่ทางเหนือของวัดไตรภูมิ มีเพียงลำคลองกั้นเขตวัดไว้เท่านั้น วัดนี้
ก็เป็นวัดรุ่นเดียวกับวัดไตรภูมิ เพราะฐานชุกชีหลวงพ่อโตในวิหารวัดโพธาราม ก็สร้างด้วยศิลา
แลงเช่นเดียวกัน ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า "วัดเหนือ" (วัดโพธา ราม) และ "วัดใต้" (วัดไตรภูมิ)
และยังมีวัดร้างอีกแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของวัดไตรภูมิ ห่างออกไปไม่ถึง
กิโลเมตร มองจากวัดไตรภูมิก็เห็นได้ชัด บริเวณวัดร้างแห่งนี้เดิมที มีหอน้ำ
ซึ่งกรุด้วยศิลาแลง มีซากเจดีย์ศิลาแลง และมีต้นมะม่วงใหญ่ๆ ปกคลุมอยู่ ทั้งเป็นเนินดินที่มีน้ำท่วมไม่ถึง แต่ปัจจุบันกลายเป็นท้องนาไปหมดแล้ว หลักฐานต่างๆ ถูกกลบถูกทำลายไปหมดแล้ว วัดร้างแห่งนี้
ไม่มีชื่อเรียกว่า
วัดอะไร แต่ชาวบ้านเรียกว่า "ทุ่งสะปรก" (คงเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า "ปรก" ซึ่งเป็นคำเรียกการนั่งสมาธิของพระที่ว่า "นั่งปรก" เพราะสมัยก่อนบริเวณนี้เป็นที่อยู่กรรมของ
พระ เพิ่งมาหยุดกันเมื่อป่าละเมาะแถวนั้นถูกบุกรุกทำนากันหมดแล้ว วัดต่างๆ เหล่านี้
เมื่อเจริญก็
เจริญพร้อมกัน เมื่อร้างก็ร้างไปพร้อมๆ กัน ส่วนสาเหตุที่ร้างนั้นคงเป็นเพราะชาวบ้านหนีภัย
สงคราม หรือถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่กรุงศรีอยุธยา สมัยสร้างเมืองใหม่ๆ หรืออาจด้วยสาเหตุ
อื่นใดก็ได้
ชุมชนที่เรียกกันว่า "พรานกระต่าย" ในปัจจุบันนี้เป็นชุนชนที่เพิ่งมาตั้งรก
รากเมื่อไม่นานมานี้ คงไม่เกิดยุคตันรัตนโกสินทร์ หรือราวๆ ๑๕๐-๒๐๐ ปี
มานี้ เดิมทีคงเป็นชุมชนเล็กๆ และค่อยๆ ขยายตัวเติบโตขึ้นเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบลและเป็นอำเภอทางราชการได้แต่งตั้งนายอำเภอเข้ามาปกครอง
ครั้งแรก ประมาณไม่เกิน พ.ศ.๒๔๓๕ และหลักฐานทางวัตถุ
เช่น บ้าน
เรือนที่อาศัย ต้นไม้ บ่อน้ำ ก็ล้วนเป็นของใหม่ทั้งสิ้น ไม่มีที่ใดบ่งบอกว่ามี
มาติดต่อกันตั้งแต่กรุงสุโขทัย นอกจากฐานชุกชีและพระพุทธรูปแล้ว ก็ไม่มีถาวรวัตถุอื่นใดภาย
ในวัดไตรภูมิ ที่บ่งบอกหรือส่อพอให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นของเก่าแก่มีมาแต่ยุคสุโขทัย พร้อมๆ กับพระพุทธรูป สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสมัยเมื่อ ๖๐-๗๐ ปีที่แล้ว ก็ล้วนเป็นของเก่าอายุราว ๕๐-๖๐ ปีของสมัยนั้นเท่านั้น ก็คือราว ๑๐๐ ปีเศษมานี้เอง เช่น วิหารเก่าที่สร้างครอบองค์พระ
สัมฤทธิ์ไว้ก็เป็นเสาไม้มะค่า หลังคามุงกระเบื้อง ฐานเป็นอิฐ ส่วนฝาคงเป็นอิฐหรือเป็นไม้ เมื่อ
สร้างอาคารวิหารใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ ได้รื้อโครงไม้และฐานอิฐออกหมด สร้างเป็นคอนกรีต
ทั้งหลัง ส่วนอิฐเก่านั้นได้กองไว้ข้างๆ วิหาร (ปัจจุบันถูกไถกลบถมพื้นบริเวณนั้นหมดแล้ว) วิหาร
ไม้นี้ก็มีอายุคงไม่ถึงยุคสุโขทัย เพราะวิหารยุคสุโขทัยแท้นั้น ทั้งเสาทั้งฝาและพื้น มักมีส่วนใด
ส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็น
ศิลาแลง หรือไม่ก็เป็นอิฐทั้งหมด
ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามานี้ จึงได้สันนิษฐานว่าวัดไตรภูมิเป็นวัดเก่าแก่ แต่คงร้างมานาน เมื่อ
มีชุมชนมาตั้งหลักแหล่งเป็นหลักเป็นฐานมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ จึงได้ช่วยกันบูรณะวัด
ให้เจริญขึ้นมา
และมีเจ้าอาวาสปกครองสืบทอดกันมาเรื่อยๆ เท่าที่สืบสาวย้อนหลังไป ก็ได้เค้าว่ามีเจ้าอาวาส
ปกครองวัดไตรภูมิมาแล้ว ๑๐ รูปทั้งรูปปัจจุบัน ส่วนวัดโพธารามและวัดทุ่งสะปรกนั้น ก็คงบูรณะ
บ้าง แต่คงเกินกำลังมากไป จึงปล่อยให้ร้างอยู่อย่างนั้น ทั้งชุมชนที่มาตั้งใหม่นี้ขวางตัวไปทาง
ทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ดินเหมาะสำหรับสร้างบ้านเมืองมากกว่า จึงปล่อยให้บริเวณทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดร้างเหล่านี้เป็นที่ทำเกษตรกรรมอย่างเดียว เพราะเป็นที่ลุ่ม ส่วนสาเหตุที่สร้างวัด
นี้ขึ้นนั้น ไม่มีหลักฐาน และไม่มีทางให้สันนิษฐานได้ จึงได้แต่อาศัยคำบอกเล่าทำนองนิทาน
ปรัมปราเท่านั้น โดยเล่ากันมาว่า
สมัยเมื่อพระร่วงเจ้าครองเมืองสุโขทัย บริเวณที่เป็นหมู่บ้าน
พรานกระต่าย
ปัจจุบันนี้เป็นป่าใหญ่ มีเมืองกำแพงเพชรหรือเมืองชากังราว ซึ่งเป็นเมืองลูก
หลวงเท่านั้นที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น พระร่วงเจ้าจึงให้สร้างถนนจากเมืองสุโขทัยถึงเมือง
กำแพงเพชร เพื่อติดต่อกันได้โดยสะดวก ถนนนี้เรียกว่า"ถนนพระร่วง" (อยู่ห่างจากวัดไตรภูมิไป
ทางทางทิศตะวัน
ออกประมาณ 1.5 ก.ม.)
บริเวณป่าใหญ่นี้มีนายพรานคอยดูแลรักษาป่าและ
สัตว์ป่าอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งพรานป่าได้พบช้างเชือกหนึ่งมีลักษณะงดงามมากผิดกว่าช้างอื่นๆ จึงนำเรื่องนี้เข้ากราบทูลพระร่วงให้ทรงทราบ อำมาตย์ผู้รู้ตำรับคชลักษณ์ (ตำราดูลักษณะช้าง) ได้ชักไซร้นายพรานผู้นั้นถึงลักษณะช้างที่ได้พบอย่างละเอียด จึงรู้ว่าเป็นช้างเผือกแน่นอน สม
ควรนำมาเป็นช้างคู่พระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน พระร่วงเจ้าจึงรับสั่งให้อำมาตย์ผู้ใหญ่นำควาญ
ช้างจำนวนหนึ่ง เดินทางไปนำช้างเข้ามายังเมืองหลวง โดยให้นายพรานเป็นผู้นำทาง คณะผู้
จับช้างเดินทางจากเมืองสุโขทัยมาตามถนนพระร่วง จนถึงบริเวณที่พบช้าง ลงจากถนนเข้าป่า
หาช้างเชือกนั้น จนกระทั่งได้พบรอยเท้าและมูลช้างที่ต้องการ
จึงติดตามไปเรื่อยๆ จนถึงถิ่นที่
ช้างอาศัยอยู่ (คือบริเวณที่เรียกว่า เขาทุ่งแฝกใกล้ๆ เขาชะอมในปัจจุบัน) เมื่อรู้ถิ่นที่อยู่ของช้าง
เรียบร้อยแล้ว ควาญช้างจึงได้ตั้งศาลเพียงตาขึ้นในบริเวณนั้น ทำพิธีบวงสรวงเจ้าป่าเจ้าเขา
แล้วบอกกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขาว่า ช้างเชือกเป็นช้างมงคล สมควรเป็นช้างคู่บารมีของพระเจ้าแผ่น
ดิน จึงจะขอนำช้างนั้นไปเมืองหลวง
ขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาอนุญาตให้ด้วย และขอให้จับตัวช้างได้
โดยง่ายโดยเร็ววัน และได้บน
บานไว้ว่าหากจับช้างได้ในบริเวณใดจะสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้น เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้
แก่เจ้าป่าเจ้าเขาผู้เป็นเจ้าของถิ่น และเทวดาที่สิงสถิตอยู่บริเวณนั้น
ด้วย เมื่อบวงสรวงเสร็จแล้วก็ช่วยกันตัดต้นไม้ทำเป็นช่องทางเดินไว้ให้ช้างเดิน เพราะว่าบริเวณ
นั้นมีต้นไผ่
ขึ้นรกทึบมาก แล้วคอยดักคล้องช้างอยู่บริเวณแนวไผ่ ช้างได้ออกมาหากินตามปกติ และเดินเรื่อยไปตามตามแนวต้นไผ่ที่ถูกถางเป็นช่องไว้แล้ว โดยไม่ได้ระแวงระวังตัวอะไร เพราะ
ไม่เคยมีภัยหรือศัตรูเข้ามารุกรานมาก่อน พวกควาญช้างจึงช่วยกันจับช้างนั้นได้โดยไม่ลำบาก
นัก แล้วนำไปยังเมืองสุโขทัย ถวายขึ้นระวางเป็นช้างหลวงต่อไป พระร่วงเจ้าทรงพอพระราช
หฤทัยมาก ทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่ทุกคนที่ไปทำงาน โดยเฉพาะนายพรานผู้พบช้าง เมื่อได้
รับพระราชทานรางวัลกันแล้ว ทุกคนยังระลึกถึงคำบนบานต่อเจ้าป่า
เจ้าเขาได้อยู่ จึงได้มาแผ้ว
ถางบริเวณที่จับช้างได้ แล้วสร้างวัดขึ้นด้วยเงินทุนที่ได้รับพระราชทานมา ความทราบถึงพระ
ร่วงเจ้าทรงอนุโมทนาและของร่วมสร้างวัด จนกระทั่งเป็นวัดตามที่ต้องการ เมื่อสร้างวัดไว้กลาง
ป่ากลางเขาเช่นนี้ จำเป็นจะต้องโยกย้ายถิ่นที่อยู่
อาศัยเดิมมาตั้งรกรายอยู่บริเวณใกล้ๆ วัดด้วย
เพื่อสะดวกแก่การดูแลรักษาและรักษาวัด
เมื่อมาอยู่กันมากๆ เข้าก็กลายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นตาม
ลำคับ และคนยุคสุโขทัยที่ว่า "นิยมสร้างวัดเพื่อให้ลูกวิ่งเล่น" วัดที่สร้างขึ้นนั้น คือ วัดไตรภูมินี้ ตำนานปรัมปราเรื่องสร้างวัดนี้ ไม่อาจยืนยันหรือรับรองได้ว่าเท็จหรือจริง หรือปนเท็จปนจริงได้ เพราะขึ้นชื่อว่าเรื่องปรัม
ปราแบบนี้ ย่อมมีทั้งข้อเท็จและข้อจริงปนเปกันอยู่
ส่วนชื่อวัดนั้น คงตั้งขึ้นในภายหลังจากสร้างวัดเสร็จแล้ว หากว่าเรื่องสร้างวัดข้างต้น
เป็น
ความจริง เพราะคำว่า "ไตรภูมิ" นั้น ในยุคสุโขทัยตอนต้นยังไม่ปรากฏเรียกกัน มารู้จักกันแพร่
หลายก็ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงสุโขทัย เพราะพระองค์ได้พระ
ราชนิพนธ์หนังสือทางพระพุทธศาสนาไว้เรื่องหนึ่งคือ เรื่อง "ไตรภูมิพระร่วง"
ซึ่งแพร่หลายมา
ตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนชื่อเดิมของวัดเมื่อแรกสร้างเสร็จใหม่ๆ ไม่อาจสันนิษฐานได้โดยประการ
ทั้งปวง แต่ถ้าหากว่าวัดนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยตอนปลาย ชื่อว่า "วัดไตรภูมิ" คงเป็นชื่อ
เดิมมาตั้งแต่แรก เรื่องชื่อวัดนี้มีทางสันนิษฐานได้อีกทางหนึ่งว่า เมื่อวัดนี้ได้ร้างไปนานแล้ว ใน
ตอนหลังได้มีผู้คนมาตั้งรกรากทำมาหากินกันมาก กลายเป็นชุมชนขึ้น จึงได้ช่วยกันบูรณะวัดร้าง
นั้นขึ้นมาใหม่ เมื่อบูรณะเสร็จแล้วจึงคิดตั้งชื่อวัดใหม่กัน เมื่อมีหลักฐานแน่นอนว่าวัดที่บูรณะกัน
ขึ้นมานี้เป็นวัดเก่าสมัยสุโขทัย ประ
กอบกับมีความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในหนังสือ
ไตรภูมิพระร่วงอย่างแน่นแฟ้นด้วย จึงได้นำคำว่า "ไตรภูมิ" มาเป็นชื่อวัด เพื่อให้ทราบว่าเป็นคำ
เก่า ครั้งสุโขทัยเป็นเมืองหลวง ทั้งความหมายก็บ่งบอกถึงเรื่องนรกสรรค์ที่ตนเชื่อถือด้วย (ไตร
ภูมิ แปลว่าสามภพ หรือสามภูมิ ได้แก่ ภูมิมนุษย์ ภูมิสรรค์ และภูมินรก) นับว่าเป็นมงคลนามที่
สมเหตุสมผลไม่น้อย ส่วนวัดร้างอีกวัดหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของวัดไตรภูมินั้น ชาวบ้านก็คง
จะบูรณะให้เป็นวัดมีพระสงฆ์เหมือนกัน มีหลักฐานที่เห็นชัดคือ ได้สร้างศาลาเสาไม้มะค่าขนาด
ใหญ่ไว้ทำบุญกุศลกันหนึ่งหลัง สร้างกุฏิให้พระอยู่อาศัยตั้งชื่อวัดว่า "วัดโพธาราม" ที่ตั้งชื่อนี้คง
เป็นเพราะว่าบริเวณวัดร้างแห่งนี้ มีต้นโพธิ์ใหญ่ขึ้นงอกงามหลายต้น ทั้งตรง
กลางวัดและด้าน
เหนือวัด (ปัจจุบันตายเกือบหมดแล้ว) เพราะเป็นวัดมีพระสงฆ์ ทางกรมศาสนา (ยุคนั้นเรียก
กระทรวงธรรมการ) จึงได้ขึ้นทะเบียนไว้ ต่อมาเมื่อวัดไตรภูมิเจริญมากขึ้น พระสงฆ์วัดโพธาราม
คงขาดผู้นำที่สามารถ จึงย้ายตัวเองมาอยู่เสียที่วัดไตรภูมิ ปล่อยให้วัดโพธารามร้างไปอีกครั้ง
หนึ่ง ส่วนศาลาใหญ่วัดนั้นยังคงอยู่ที่เดิม ทางราชการได้ขอใช้เป็นสถานที่เรียนหนังสือของ
เด็กๆ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2448 เรียกว่า“โรงเรียนวัดโพธาราม” (ผู้เขียนเรียนจบชั้นประถมจากที่นี่)
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม วัดไตรภูมิก็ได้ข้ามไปใช้ศาลาหลังใหญ่นี้ในการทำบุญงานใหญ่ๆ ทุกครั้ง
เช่น งานเทศน์มหาชาติ งานประจำปี งานตักบาตรเทโว ในภายหลังงานประจำปีได้ย้ายมาจัดที่
วัดไตรภูมิ ต่อมาก็ย้ายงานตักบาตรเทโว งานมหาชาติ และในปี พ.ศ. 2518 ได้ย้ายศาลาวัด
โพธารามมาปลูกที่บริเวณกุฏิวัดไตรภูมิ เพื่อใช้เป็นศาลาหอฉัน และศาลาการเปรียญ เป็นอันว่า
วัดโพธาราม
ได้กลายเป็นวัดร้างโดยสมบูรณ์แบบอีกวาระหนึ่ง ประกอบกับเนื้อที่บริเวณรอบๆ วัดถูกบุกรุกเรื่อยมา จนเหลือบริเวณไม่กว้างขวางอย่างเก่าก่อนซึ่งก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน